สวัสดีอีกครั้งค่ะ เพื่อนพ้องน้องพี่ชาว WeLoveBug เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ ช่วงวันหยุดยาวววว….ที่ผ่านมา มีใครได้ไปทำบุญ หรือ ไปเที่ยว ที่ไหนกันมาบ้างหรือป่าวค่ะ สำหรับท่านใดที่ได้ไปทำบุญก็ช่างเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีเยี่ยมไปเลยค่ะ ส่วนใครที่ได้ไปเที่ยวมาล่ะก้อ น่าอิจฉาเป็นที่ซู้ดดดดดดดดดด…. ค่ะ หลังจากที่หาอ่านข้อมูลไปเรื่อย ๆ เปื่อย ค้นนั่นโน่นนี่ จนโดนท่านพี่ Google ท่านถามไปหลายต่อหลายรอบว่า เราเป็นมนุษย์หรือป่าว (ถามอยู่ได้เนอะ ไหนบอกว่า รู้ทุกอย่างไว อิอิ) ก็ไปพบกับภาพการ์ตูนฮา ๆ ค่ะ วันนี้ได้โอกาส แอบว่าง หลบท่านหัวหน้า เอามาแ่บ่งปันให้เพื่อนพ้องน้องพี่ได้ดูกัน ขำ ๆ ฮา ๆ แก้เครียดน่ะค่ะ อะแฮ่ม แต่ว่า มีเสียงกระซิบมาว่า ช่วยเขียนให้ ฮา ๆ หน่อยนะ แต่แบบว่าเคยผ่านหูผ่านตาบ้างมั้ยค่ะ กับข้อความที่ว่า ภาพหนึ่งภาพแทนคำพูดนับล้านคำ :-> ถ้าง้าน ก็ใ้ช้แต่ภาพไปก่อนแล้วกันนะค่ะ เอางี้ดีกว่า แวะมาอ่านมาดูเล่น ๆ อย่างเดียวได้ไง ใครชอบภาพไหน [...]
ทกสอบการเขียนบทความผ่าน App WordPress บน iPhone ณ ร้านข้าวต้ม ริมถนน ก็เลยประเดิมด้วยประโยคที่ผมชอบมาก “Testing Doesn’t Finish It’s just STOP” ผู้คนส่วนใหญ่มักจะพูดกันติดปากอยู่บ่อยๆ ว่า “Test เสร็จ” แต่เพื่อนพ้องน้องพี่ที่ทำงานทำการเกี่ยวข้องกับ Software Quality จะรู้ดีว่า “มันไม่ใช่นะ มันไม่ใช่” Testing ไม่มีมีคำว่า “เสร็จ” หรือ “จบ” มีแต่ “หยุด” พูดกันแบบง่ายๆ เราจะหยุดการ Testing เมื่อตรงตาม Exit Criteria Software Testing ช่วยลด Defect ให้เหลือน้อยที่สุด และเพิ่มความมั่นใจ ขอจบตอนที่ 1 ของ Testing Doesn’t Finish It’s just STOP ไว้ ณ [...]
programmer ก็ช่วย test ได้ครับ ผมทำงานในทีมเล็กๆ ไม่มีเงิน หรือคนมากพอที่จะไปจ้าง หรือสร้างทีม tester เพราะฉะนั้น โปรแกรมเมอร์นี่แล จะต้องแบ่งเบาภาระการ test ให้กับทีม สิ่งที่ programmer ช่วยได้ คือการใช้ Test driven development(TDD) เป็นตัวช่วย สิ่งที่ผมเคยฟาดฟันมาก่อน คือการใช้ unit test ทำการ test source code ในทุกๆ unit ไม่ว่าจะเป็นตัวแปรเอย method(หรือบางคนจะเรียกว่า function)เอย หรือ integration test ที่เขียนยังไงก็ไม่ครอบคลุม จนมีฝรั่งใจดี สร้างสิ่งที่เรียกว่า Behavior driven development(BDD) นี่แหละ ใช่เลย แทนที่เราจะมองให้เป็น unit ทำไมเราไม่มองให้เป็นพฤติกรรม(behavior) ทดสอบที่พฤติกรรมไปเลย มันก็เลยเป็นการรวมกันของ unit test กับ integration [...]
ประเดิมบล็อกใหม่ ด้วยเรื่องเงินๆ ทองๆ ฉลองศักราชใหม่นี้กันเลยน่ะค่ะเผื่อว่า หลายๆ คนอย่างเปิดธุรกิจส่วนตัว หรือ รับงานนอกในอนาคตจะได้มีสูตรในการคำนวณหารายได้เข้ากระเป๋ากันงัยค่ะ….งั้นถือโอกาสอวยพรปีใหม่ด้วยเลยดีกว่า ขอให้ รวย…ร่วย…ร๊วย ทุกข์หาย…หนี้หด กันทุกคนเลยน่ะค่ะ ในปีนี้ โชคดีค๊าาา เขียนโดย MacroArt เมื่อ November 5, 2007 – 0:08 น. หลายคนที่ทำอาชีพรับจ้างพัฒนาเว็บไซต์จะรู้สึกลำบากใจเวลาที่ลูกค้าถามว่า “project นี้ราคาเท่าไหร่?” และจะยิ่งลำบากใจมากขึ้นถ้าคุณบอกตัวเลขไปว่า “หนึ่งแสนบาท” แล้วลูกค้าทำหน้าเรียบเฉย เดาไม่ออกว่าลูกค้ารู้สึกว่าถูกไปหรือแพงไป ถึงแม้ว่าตัวเลขราคาจะสำคัญต่อการตัดสินใจของลูกค้า แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือที่มาของตัวเลขนั้นๆ ลูกค้าบางคนที่ได้ยินราคาหนึ่งแสนบาทแล้วรู้สึกว่าแพง เพราะเขามักจะคิดว่า scope งานไม่น่าใหญ่ถึงขนาดที่ต้องจ่ายเพงแบบนี้ แต่ลูกค้าบางคนได้ยินหนึ่งแสนบาทแล้วอาจจะรู้สึกว่าถูกจนไม่น่าไว้วางใจว่าจะทำงานออกมาได้ตามที่คาดหวังไว้หรือเปล่า สิ่งที่ผู้รับจ้างพัฒนาเว็บไซต์จะต้องทำก็คือการแจกแจงให้ลูกค้าเห็นรายละเอียดว่าราคาที่คุณตั้งขึ้นมานั้น มันมีที่มาที่ไปอย่างไร วิธีการที่นิยมใช้กันก็คือการแจกแจงรายละเอียดออกมาเป็นจำนวนชั่วโมงที่ใช้ในการทำงาน วิธีการแจกแจงชั่วโมงการทำงานที่ดีควรจะแบ่งออกมาตามประเภทของงานว่าต้องใช้เวลาออกแบบเว็บกี่ชั่วโมง ใช้เวลาเขียนโปรแกรมกี่ชั่วโมง เป็นต้น ไม่ใช่สรุปออกมาเป็นตัวเลขเดียวว่า project นี้ใช้เวลาทั้งหมด 100 ชั่วโมง ซึ่งมันแทบไม่ต่างอะไรกับการบอกตัวเลขราคาเพียงอย่างเดียว ผมมีตัวอย่างตัวเลขจากบริษัทรับพัฒนาเว็บแห่งหนึ่ง เป็นบริษัทอเมริกาที่มีออฟฟิศอยู่ในไทย (outsource งานมาที่ประเทศไทย) แต่รับงานจากลูกค้าในอเมริกา